สวัสดีปารีส (Bonjour Paris)

ตามที่เล่าให้ฟังเรื่องสุบินนิมิตครั้งที่แล้ว ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรง 2 ครั้ง 2 ครา เกี่ยวกับ สุบินนิมิต หรือ เกี่ยวกับความฝัน และฝันที่ว่านั้น ก็เป็นการฝันตอนใกล้รุ่ง ที่เห็นชัดเจนมากที่สุดคงเป็นความฝันครั้งแรก คือในรุ่งเช้าวันหนึ่งของเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ฝันว่าได้นั่งรถเก๋งไปกับคุณตุ๊กตา (น้องสาวที่มีโอกาสได้แต่งงานกับฝรั่งชาวฝรั่งเศส ชื่อจริงคือ ”เพียงงาม” ปัจจุบันมีชื่อเป็นฝรั่ง เรียกว่า มาดามคริสตีน บาโบลท์) และหลานสาว (น้องหนุงหนิง หรือเด็กหญิงธีตา) โดยคุณตุ๊กตาเขาเป็นคนขับรถ พาไปตระเวนรอบ ๆ กรุงปารีส และที่น่าแปลกใจมากก็คือ ถนนที่ขับไป คล้าย ๆ กับการขับรถไปรอบ ๆ คูเมืองเชียงใหม่ โดยขับอยู่ด้านนอกคูเมือง มีแม่น้ำล้อมรอบ แลเห็นปราสาทราชวัง ตึกรามบ้านช่อง อยู่ด้านใน และจำได้ว่าปราสาทราชวังที่เห็นในนิมิตคือพระราชวังลูฟว์ (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยไปดูของจริง แต่เคยเห็นมาก่อนจากหนังสือ) เสร็จแล้วก็สะดุ้งตื่น พอตกเย็น ๆ ของวันรุ่งขึ้น ก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณตุ๊กตาว่ากำลังซื้อตั๋วเครื่องบินไป-กลับให้ผู้เขียน เพื่อไปเยี่ยมคุณตุ๊กตากับครอบครัวที่ปารีส และก็นัดแนะเสร็จว่า ให้ไปวันไหน เดือนไหน จะต้องไปลงที่สนามบินชาร์ลส์ เดอ โกล (Charles de Gaulle International Airport – CDG) ถึงตอนเช้า แล้วคุณตุ๊กตากับคุณโจ (เมอซิเออร์ จองลุค บาโบลท์ สามี) จะมารับ ไม่ต้องวิตกกังวลใด ๆ ผู้เขียนจึงประหลาดใจว่า ทำไม ความฝันจริงกลายเป็นความจึงไปได้ บทจะได้ไปเมืองนอก ยังไง ๆ ก็ได้ไป ไม่ต้องกระตือรือร้นอะไรให้มากความ (และเราก็ได้เดินทางไปฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 7 กรกฎาคม – 14 สิงหาคม 2535 โดยคุณโจ [น้องเขย] และคุณตุ๊กตา เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ ทั้งค่ารถไฟจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ ค่าโรงแรมที่พัก [รอขึ้นเครื่องตามวันและเวลาที่กำหนด] ค่าเบี้ยเลี้ยงหรือพ็อกเก็ตมันนี่ [เหมือนเดินทางไปราชการเลยนะเนี่ย – ไม่รู้ว่าคุณโจเขาคิดละเอียดละออได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยเป็นข้าราชการซักหน่อย])

หอไอเฟล สัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส

ก่อนไปปารีส ผู้เขียนได้ไปเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติมที่สมาคมฝรั่งเศส สาขาเชียงใหม่ โดยได้เรียนกับอาจารย์โตมาส์ โบ้ด (M. Thomas Baude) ซึ่งเป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำจังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์สอนฟัง พูด อ่าน เขียน ได้เป็นอันดี จนเราสามารถฟื้นฟูภาษา (ซึ่งชักจะเรื้อ ๆ มานาน เพราะไม่ค่อยได้ใช้) จนฟัง พูด อ่าน เขียน ได้บ้าง แต่ช่างน่าประหลาดที่แต่ก่อน เวลาที่เรียนภาษาฝรั่งเศส เราจะจำได้อย่างรวดเร็วมาก แต่ตอนนี้ อายุมากขึ้น การ ฟัง พูด อ่าน เขียน ไม่คล่องตัวเสียเลย จะติด ๆ ขัด ๆ เสียจริง ๆ ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะอายุมากขึ้น เซลล์สมองคงจะเสื่อมสภาพไปมากแล้ว เลยเรียนสู้เด็ก ๆ ที่อยู่ร่วมชั้นเรียนไม่ได้ อย่างไรก็ดี ก็ยังนับว่ามีพื้นฐานทางภาษาดีอยู่ บางทีพูดไม่ได้ ก็ยังฟังออก

 

จึงได้ข้อคิดว่า ในการศึกษาเล่าเรียนนั้น เด็ก ๆ เยาวชน หรือคนอายุน้อย จะมีศักยภาพในการเรียนรู้สูง จะช่างจด ช่างจำ ดีกว่าคนที่มีอายุสูง นอกจากที่ผู้เขียนได้ประสบเมื่อเรียนภาษาเมื่ออายุมากแล้ว เคยฉุกคิด ทักษะและความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษที่เราแสดงออกในปัจจุบัน ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน (ซึ่งคงจะใช้ได้ดีพอประมาณ ?) ก็ได้มาจากพื้นฐานระดับมัธยมฯ ทั้ง มัธยมต้น และมัธยมปลาย ทั้งนั้น เมื่อเรียนระดับที่สูงขึ้นไป ทั้ง ป. ตรี ป. โท พอเกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษ เราก็ระลึกได้ในทันที แทบจะบอกได้ว่า คำนั้น ประโยคนั้น อาจารย์อะไรสอน สอนตอนไหน หมายความว่าอย่างไร แสดงว่า”มันสมอง”ของคนนี่มัน Amazing จริง ๆ นะ

เวลาเดินทางไปฝรั่งเศส น้อง ๆ เขาก็จะบอกว่าออกจากที่พัก (พักแถวมาบุญครอง — พญาไท ดินแดนที่ผู้เขียนคุ้นเคยเป็นอันดี) ขึ้นแท็กซี่ไปสนามบินดอนเมืองให้ถึงประมาณ 6 โมงเย็น แล้วก็ไป Check-in ที่สายการบินที่จะไป (เป็นสายการบิน Philippine Airlines) แล้วก็นั่งรอแถว ๆ นั้น จนกว่าจะถึงเวลาขึ้น ขึ้นเกือบเที่ยงคืน (น้องสาวเขากลัวว่าเราจะตื่นตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ก็เลยให้มาแต่เนิ่น ๆ มาก ๆ) ก็ไม่เป็นไร เพราะเราจะได้เดินสำรวจสนามบินอย่างละเอียดละออ และเดินดูร้าน Duty Free ต่าง ๆ เป็นที่สนุกสนานเพลิดเพลิน

พระราชวังลูฟว์ พิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก

ช่วงที่ไปมิใช่เป็นฤดู High Season ดังนั้น คนจึงไม่เต็มลำดีนัก เราจึงนั่งสบายคนเดียว 3 ที่นั่งรวด แถม แอร์โฮสเตสก็แสนจะเอาใจ เดี๋ยวก็ถามว่า “Tea or coffee ?” เดี๋ยวก็ถามว่า “วิสกี้ไหมคะ” ชาหรือกาแฟนี่เราก็รับได้สบาย ๆ แต่พอเรื่องวิสกี้ ก็บอกเขาว่า “No, thank you.” ไม่กล้าดื่มคนเดียว เดี๋ยวตอนเช้าไปถึงปารีส น้องสาวจะหาว่า พี่ชายนี่ไม่ไหว ขี้เหล้า

การไปปารีสของผู้เขียนหนนี้แสนจะสะดวกสบาย เพราะทั้งน้องเขยและน้องสาวต่างทำงานที่สนามบินชาร์ลส์ เดอ โกล ทั้งคู่ พอเครื่องลงจอดที่สนามบิน เราก็เดินตามเขาไปจนถึงด่านศุลกากรฝรั่งเศส เขาก็ตรวจนั่นตรวจนี่ตามหน้าที่ แต่ก็มีปัญหาเล็กน้อย คือน้องสาวสั่งให้พก “น้ำพริก” ต่าง ๆ มาด้วย เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกตาแดง น้ำพริกลาบ ฯลฯ ตำรวจฝรั่งก็งงว่าอะไร ก็ดมพิสูจน์ ก็ต้องอธิบายว่าอะไรเป็นอะไร แต่ยังไม่ใช้ภาษาฝรั่งเศสหรอกนะ เพราะยังไม่แม่นพอ ก็พูดเป็นอังกฤษ เขาก็โอเค อีกพักหนึ่งตุ๊กตากับคุณโจเขาก็โผล่หน้าออกมา และช่วยขนของต่าง ๆ ไปขึ้นรถ ก็ไม่ลำบากอะไร

คุณตุ๊กตากับคุณโจเขาพักที่แฟลตชานกรุงปารีส จากสนามบิน ขับรถลอดอุโมงค์ 1 แห่ง ค่อนข้างยาว ขับไปเรื่อย ๆ จนถึงแฟลตของเขา  อยู่บนชั้นสาม แฟลตเขาสะดวก สบาย ข้างล่างมีร้านขายของ ที่เขาเรียกว่า “ซุปเปอร์มาเช่” แถมใกล้ ๆ กันนั้นก็จะเป็นห้างสรรพสินค้าที่เรียกว่า “เลอแคร์” ทราบว่ามีทุกหนทุกแห่งทั่วเมืองฝรั่งเศส คล้าย ๆ กับร้านเซเว่นฯ ของเราในสมัยนี้ แต่ของเขาจะกว้างกว่ามาก เทียบได้กับ “คาร์ฟู” หรือ “โลตัส” นั่นแหละ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s