หลวงพ่อของข้าพเจ้า

หลวงพ่อกับไม้เท้าคู่ใจ

 

     เมื่อทราบข่าวว่า ท่านเจ้าประคุณ พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่ “หลวงพ่อ”ของผู้เขียน ได้ละสังขารเสียแล้ว ด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 18.33 น. วันที่ 11 กรกฎาคม 2551 สิริรวมอายุ 91 ปี 71 พรรษา ผู้เขียนก็ใจหาย และเสียดาย ที่คนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเชียงใหม่ ภาคเหนือ และประเทศไทย ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็ไม่ได้โศกเศร้า เสียใจ และร้องไห้ฟูมฟายแต่ประการใด เพราะ “หลวงพ่อ”มักจะบอกอยู่อย่างสม่ำเสมอว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย”เป็นเรื่องธรรมดา และท่านก็มักจะบอกให้พวกเรา “นักเรียนเมตตาฯ”คอยสวดมนต์ทุกเช้า-ค่ำ โดยเฉพาะบทที่ว่าด้วย “บทสวดแผ่เมตตา”ที่ว่า “สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน หมดทั้งสิ้น …”คือท่านสอนพวกเราให้รู้จักการละ การวาง ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ๆ ดังนั้น เวลาที่ท่านจะจากไป เราก็ไม่ต้องโศกเศร้าให้มากไป แต่ต้องมีสติ ตั้งสติ และปฏิบัติตัวให้เหมาะสมแก่กาล ยิ้มรับทุกสิ่งโดยดี และหวังว่าบัดนี้ท่านคงได้ไปอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้าแล้ว

 

วัดเจดีหลวงวรวิหาร จ. เชียงใหม่

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

       

หลวงพ่อในโกศทอง

 

นกหัสดีลิงค์ พาหนะที่จะพาหลวงพ่อไปสู่สรวงสวรรค์

 

     ผู้เขียนได้รู้จักและคุ้นเคยกับหลวงพ่อเมื่อได้เข้าเรียนในโรงเรียนเมตตาศึกษา ในปี พ.ศ. 2508 เมื่อเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 5 (หลักสูตรเก่า เรียน ป. 1-4, ป. 5-7, ม.ศ. 1-3 และ ม.ศ. 4-5 พอผู้เขียนเรียนจบ ป. 4 จากโรงเรียนวรเชษฐอนุสสรณ์ ก็มาต่อ ป. 5 ที่โรงเรียนเมตตาศึกษา การเข้าเรียนที่เมตตาฯ ไม่ง่ายนัก เพราะต้องสอบเข้า และทางโรงเรียนเขาคัดเด็กเก่ง ๆ ทั้งนั้น อย่างไรก็ดี เขามีนโยบายหรือคำขวัญของโรงเรียนว่า “เรียนดี ไม่มีทุน ร่างกายสมบูรณ์ ความประพฤติดี”ดังนั้น เด็กที่จะเข้าเรียนที่โรงเรียนนี้ได้ จำต้องมีคุณสมบัติตามคำขวัญที่ว่า ก็แปลว่าผู้เขียนก็ต้องมีคุณสมบัติดังกล่าวด้วย) ในตอนนั้น หลวงพ่อมีสมณศักดิ์เป็น “พระวินัยโกศล”เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเมตตาศึกษา ผู้เขียนจึงได้พบหน้าท่านเกือบทุกวัน เพราะท่านมักจะมาตรวจแถวตอนเช้า ท่านจะนั่งทำงานบนตึกที่ชั้น 2 ทางทิศตะวันออก ว่าง ๆ ท่านจะออกเดินดูความเรียบร้อยของอาคารสถานที่ ครูอาจารย์ และเด็กนักเรียนเป็นครั้งคราว เวลาท่านจะเดินไปที่ใด ท่านมักจะถือไม้เท้าเหล็กไปด้วย (พวกเรามักจะเรียกว่า “ไม้ตะพด”) ทั้ง ๆ ที่ท่านยังไม่แก่เลยในตอนนั้น มีครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนเจอดี คือตามปกติเวลาที่พบหลวงพ่อ พวกเราจะต้องยกมือไหว้ และไหว้ค้างไว้จนกว่าท่านจะเดินห่างออกไป แต่ในตอนนั้น เพราะผู้เขียนยังเด็ก (กำลังอยู่ ป. 5 เทอม 2) ผู้เขียนกับเพื่อนนักเรียกอีก 2 คน เห็นหลวงพ่อเดินผ่านมา ก็ยกมือไหว้ แล้วก็รีบเดินหนี เพราะจะรีบไปเล่นกัน (เพราะเป็นเวลาเที่ยงกว่า ๆ หลังกินข้าวแล้ว) หลวงพ่อก็บอกว่า “นี่ นี่ มานี่ก่อน จะรีบไปไหน รู้หรือเปล่า เวลาผู้ใหญ่เดินผ่าน ต้องยกมือไหว้ แล้วก็หยุดเดินก่อน ให้ผู้ใหญ่เดินไปก่อน พวกเธอถึงจะไปได้ รู้ไหม?”หลังจากนั้นท่านก็เอา “ไม้ตะพด”(เหล็กหนัก ๆ) แพ่นกระบาลทั้งสามคน พวกเราก็เลยจำคำสอนของท่านมาตั้งแต่นั้น (ความจริงท่านไม่ได้ตีแรงเท่าไหร่หรอก ตีแบบหยอก ๆ เท่านั้นแหละ)

 

     เพื่อนนักเรียนของผู้เขียนหลายคนมาจากต่างจังหวัดบ้าง ต่างอำเภอบ้าง (ของจังหวัดเชียงใหม่) ไม่มีที่อยู่อาศัยในเมือง หลวงพ่อท่านให้อาศัยอยู่ในกุฎิ ทั้งกุฎิของท่านบ้าง ของพระท่านอื่นบ้าง ดังที่ใคร ๆ เรียกว่าเป็น “เด็กวัด”ผู้เขียนอยู่อาศัยกับพ่อแม่แถวน้ำตกห้วยแก้ว จึงไม่ได้เป็นเด็กวัดอย่างเต็มตัวนัก แต่อย่างไรก็ดี มีหลายครั้งหลายคราที่ผู้เขียนมักจะไปหาเพื่อนในกุฎิหลวงพ่อเวลาเที่ยง ๆ และมีโอกาสทำตัวเป็น “เด็กวัด”คือได้กินอาหารก้นบาตรร่วมกับ “เด็กวัด”ตัวจริง ทานเสร็จช่วยกันล้างบาตร ล้างถ้วยชาม ก็เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจไม่น้อยเลย

 

ในพระวิหารวัดเจดีย์หลวง

นาควัดเจดีย์หลวง นับเป็นนาคที่มีความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

     หลวงพ่อท่านเป็นคนขยัน ชอบเขียน ชอบอ่าน และมักจะนำความรู้ ประสบการณ์ และข้อคิดดี ๆ มาสั่งสอนพวกเราอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทั้งหน้าเสาธง ในที่ประชุมนักเรียนหรือในโอกาสต่าง ๆ บางครั้งก็พาพวกเราไปในวิหาร ท่านจะเป็นผู้อบรมหรือให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่ควรทราบ เช่นแนะนำให้รู้ว่า ในวิหารวัดเจดีย์หลวงนั้น มีพระพุทธปฏิมาประธานประทับยืนที่สวยงามยิ่ง เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ เรียกว่า “พระอัฏฐารส”สองข้างของพระประธานเป็นพระอัครสาวก คือ พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร เป็นต้น นอกจากนั้นบนกำแพงยังเป็นภาพวาดต่าง ๆ แสดงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวประวัติของพระพุทธเจ้า และที่น่าภูมิใจก็คือ นาคด้านหน้าของพระวิหารทั้ง 2 ตัว เป็นผลงานการปั้นของ “สล่า”เชียงใหม่ ที่ปั้นได้สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งทำให้พวกเรานำไป “โม้”ให้คนอื่น ๆ ฟังอยู่เสมอ ๆ นอกจากท่านอบรมและให้ความรู้แล้ว ท่านก็จะแนะนำเกี่ยวกับการสวดมนต์ ซึ่งมีการสวด 2 แบบ คือ สวดแบบสั้น (หรือแบบย่อ) และสวดแบบยาว หากมีเวลาน้อยก็สวดแบบสั้น หากมีเวลามากก็สวดแบบยาว แต่เนื้อหาสาระของการสวดแต่ละครั้งจะใกล้เคียงกัน

 

     สิ่งที่น่าประทับใจในตัวหลวงพ่ออีกประการหนึ่งก็คือ ท่านเป็นคนที่เอาจริงเอาจัง มุมานะ และมีกลยุทธ์ทางการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์แก่ลูกศิษย์ลูกหาตลอดเวลา ในเรื่องกลยุทธ์การจดจำ “บทสวด”ก็คือ พยายามให้ลูกศิษย์ใช้เวลาว่างในการท่องบทสวดทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่เว้นแม้แต่การไปทัศนศึกษา มีครั้งหนึ่งได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาวัดวาอารามในดินแดนอีสาน ซึ่งได้รับการขนานนามว่า มีหลวงพ่อ หลวงปู่ หลายท่านที่มีชื่อเสียง บางท่านมรณภาพแล้ว บางท่านยังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อกับลูกศิษย์ได้จัดทัวร์โดยระดมคนไปได้มากมายหลายคัน (รถบัส) มีทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันของโรงเรียนเมตตาศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน และญาติโยม ซึ่งต่างตื่นเต้นและยินดีที่จะได้ไปทัวร์กับหลวงพ่อ ที่น่าประหลาดก็คือ สูจิบัตรที่แจกแก่ลูกทัวร์ แทนที่จะเป็นบทเพลงต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ จะนำไปร้องบนรถให้เกิดความสนุกสนาน แบบ “ฉิ่งฉับทัวร์”กลับกลายเป็นบทสวดบทสำคัญ ๆ เช่น บทว่าด้วยอิติปิโสฯ บทสวดแผ่เมตตา ฯลฯ ซึ่งลูกทัวร์ทุกคนก็ยินดีรับด้วยความเต็มใจ ก่อนขึ้นรถท่านบอกว่า ทัวร์ของเราเป็นทัวร์แบบธรรมะ ดังนั้น เมื่อรถแล่นไป ก็ขอให้ทุกคนท่องบทสวดต่าง ๆ ให้พร้อมเพรียงกัน และเมื่อไปถึงวัดต่าง ๆ ที่เราจะต้องไปพำนัก เราจะมีการแข่งขันท่องบทสวด ว่ากลุ่มใด คันใด จะท่องได้ดีกว่ากัน แล้วลูกทัวร์แต่ละคันก็ขะมักเขม้นซ้อมบทสวดกันอย่างเอาจริงเอาจัง ดังนั้น เวลารถไปที่แห่งใด คนที่อยู่ริมถนนก็จะได้ยินบทสวดมนต์ประสานเสียงกันระงมไปหมด เป็นเรื่องที่น่า “อะเมสซิ่ง”จริง ๆ ในตอนกลับจากทัวร์ หากไปถามลูกทัวร์แต่ละรายว่าเป็นอย่างไรบ้าง ไปทัวร์ครั้งนี้ แต่ละคนก็บอกว่า “สนุกมาก อยากไปทัวร์กับหลวงพ่ออีกจัง จัดอีกเมื่อไหร่บอกด้วย”

 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายปฏิบัติ พระอาจารย์ของหลวงปู่แหวนและหลวงปู่ท่านอื่น ๆ

ทางขึ้นวัดภูทอก จ. หนองคาย

วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร

                  

     อีสานนับเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา ไปแห่งหนตำบลใดก็จะมีวัดวาอารามไปทั้งนั้น บางแห่งเป็นวัดบ้านแหละบางแห่งอยู่ตามป่าตามเขา เป็น “วัดป่า”ที่มักจะมีหลวงพ่อ หลวงปู่ ที่มีกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วแดนดิน หลวงพ่อเป็นพระนิกายธรรมยุต เป็นสายปฏิบัติ จึงมีจุดมุ่งหมายที่จะไปเยี่ยมชมวัดสายปฏิบัติ รวมทั้งไปกราบไหว้พระในสายนี้ด้วย สถานที่ไปเยี่ยมชมคราวนั้นมีหลายแห่ง อาทิ วัดป่าสุทธาวาส จ. สกลนคร ซึ่งไปนมัสการหุ่นของพระอาจารย์มั่น (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ซึ่งนับเป็นพระสายปฏิบัติที่เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวอีสานทั่วไป เมื่อท่านมรณภาพในพ.ศ. 2492 อัฐิของท่านได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุ ซึ่งตีความได้ว่าท่านเป็นพระสงฆ์ที่ได้สำเร็จพระอรหันต์ ได้เข้าสู่ปรินิพพาน จากนั้นหลวงพ่อพาพวกเราไปไหว้พระที่วัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) จ. หนองคาย ซึ่งต้องเดินบนไม้กระดานเล็ก ๆ ไต่ไปตามขอบหินเป็นที่หวาดเสียว จนขึ้นไปนมัสการพระบนเขา พวกเราพากันไปพักค้างคืนที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จ. นครพนม เป็นเวลา 1 คืน พระธาตุพนมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในปี พ.ศ. 2518 องค์พระธาตุได้หักโค่นลงเพราะลมพายุที่รุนแรง ช่วงที่หลวงพ่อและผู้เขียนไปเยี่ยมเยือนนั้น องค์พระธาตุได้รับการบูรณะเรียบร้อยแล้ว เราไปถึงตอนเย็น ๆ หลังจากอาบน้ำอาบท่ากันเรียบร้อยแล้ว ก็ชวนกันไปนมัสการองค์พระธาตุ ซึ่งใหญ่โตมโหฬารมาก ดึก ๆ กระแสลมพัดแรง จนเกรงกันว่าองค์พระธาตุจะหักโค่นอีกหรือเปล่า พวกเราจึงต้องพากันวิ่งหนีออกจากองค์พระธาตุโดยเร่งด่วน จึงเข้าใจได้ว่า ทำเลที่ตั้งองค์พระธาตุคงมีกระแสลมแรง ๆ พัดผ่านอยู่เสมอ (นี่หากกรมศิลปากรคำนวณไม่ถูก พระธาตุอาจจะล้มอีกได้ แต่เข้าใจว่าเขาคงคำนวณไว้ดีแล้ว)

 

วัดเขาสุกิม จ. จันทบุรี

     วันถัดมา หลวงพ่อพาพวกเราไปเยี่ยมวัดสุปัฏนารามวรวิหาร ที่จังหวัดอุบลราชธานี วัดนี้เป็นวัดเก่า สร้างในปีพ.ศ. 2393 สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งของวัดก็คือ พระประธาน ที่ได้รับการขนานนามว่า “พระสัพปัญญูเจ้า”ซึ่งมีลักษณะงดงามคล้ายกับ “พระพุทธชินราช”แห่งเมืองพิษณุโลก ชาวบ้านจึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “พระพุทธชินราชแห่งเมืองอีสาน”หลวงพ่อให้พวกเราค้างคืนที่วัดแห่งนี้ และให้มีการประกวดสวดมนต์กันอย่างเอิกเกริก พวกเราทำกันได้ดี ไม่มีที่ติ วันรุ่งขึ้นรถบัสของคณะทัวร์ “กองทัพธรรม”ได้ขับอ้อมลงไปทางใต้ของดินแดนอีสาน ไปยังวัดเขาสุกิม จ. จันทบุรี หลวงพ่อพาพวกเราไปกราบนมัสการหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ผู้ก่อตั้งวัดเขาสุกิม เนื่องจากวัดอยู่บนยอดเขา พวกเราต้องใช้บริการของรถกระเช้าไฟฟ้าพาขึ้นไปยังบริเวณวัดด้านบน ท่านให้พวกเราพักค้างคืนในศาลาวัดเขาสุกิม 1 คืน บริเวณศาลา ใครจะอยู่ตรงไหน นอนตรงไหน ไม่มีใครว่า เพราะเราต่างเป็นสหายธรรมกันทั้งนั้น ส่วนใหญ่พวกเราจะทำอะไรกันอย่างรวดเร็ว เพราะประเดี๋ยว ประมาณ 1-2 ทุ่ม จะต้องแข่งขันสวดมนต์กันอีก และหลวงพ่อก็กล่าวชมเชยเพราะพวกเราต่างสวดมนต์กันได้อย่างไม่มีที่ติ ตอนเช้าพวกเราต้องรีบลุกอาบน้ำ เพื่อร่วมตักบาตรพระสงฆ์ โดยเฉพาะตักบาตรหลวงปู่สมชายฯ (ซึ่งตอนนั้นท่านยังเป็นพระหนุ่ม (พ.ศ. 2519) เราจึงยังไม่เรียกว่า “หลวงปู่”แต่อย่างใด) เห็นท่านกับพระสงฆ์ สามเณร ทุกรูป เอาภัตราหารทั้งหมดที่มีคนนำมาถวาย มาคลุกในบาตร และฉันอาหารแบบนั้นทุกรูป โดยไม่ทราบว่าอันไหนเป็นข้าว อันไหนเป็นหมู เป็นเนื้อ เป็นแกง ฯลฯ ซึ่งหลวงพ่อได้อธิบายให้ฟังว่า วัดเขาสุกิมนี้เป็นวัดป่า เขามีระเบียบกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติตนแบบเรียบง่าย ไม่ยึดติดกับวัตถุสิ่งของใด ๆ ดังนั้นในการฉันอาหารจึงต้องฉันโดยไม่เลือกว่าเป็นอาหารประเภทใด เมื่อผู้ใดถวายอะไรมา ท่านก็ฉันทั้งนั้น พวกเราได้ร่วมทำบุญ ได้เยี่ยมชมบริเวณวัดที่สงบ ร่มรื่น เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมตามสมควร ก่อนที่จะพากันขึ้นรถกลับ

 

จรัล มโนเพ็ชร ศิษย์โปรดคนหนึ่งของหลวงพ่อ

นอกจากหลวงพ่อจะเป็นผู้บอกเล่าและให้ประสบการณ์ทางพระพุทธศาสนาต่าง ๆ แล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่จำบรรดาลูกศิษย์ลูกหาได้เป็นอย่างดี ลูกศิษย์ที่ท่านภูมิใจคนหนึ่งคือ พี่จรัล มโนเพ็ชร ซึ่งเข้าเรียนก่อนผู้เขียน 3-4 ปี เมื่อผู้เขียนเข้าเรียนชั้น ป. 5 ในพ.ศ. 2508 พี่จรัญเขาออกจากโรงเรียนไปแล้ว เพราะไปเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตล้านนา) พี่จรัลมีความสามารถโดดเด่นทางด้านดนตรี ดังนั้น ใคร ๆ ก็ต้องจำได้เป็นธรรมดา แต่หลวงพ่อท่านจำผู้เขียนได้เสมอมา แม้จะเรียนที่โรงเรียนเมตตาศึกษาเพียง 3 ปีเท่านั้นก็ตาม (ป. 5 – ป. 7) รวมทั้งท่านยังจำมารดาของผู้เขียนได้อย่างแม่นยำอีกด้วย โดยท่านจำได้ว่ามารดาของผู้เขียนเป็นแม่ค้าหาบเร่ขายมะพร้าวเผา เป็นคนยากจนมาก เวลาพบเห็นผู้เขียนเมื่อใดก็จะสอบถามว่ามารดาเป็นอย่างไร สบายดีหรือไม่ ยังทำงานหนักอยู่หรือเปล่า ตลอดเวลาทีเดียว จนเมื่อมารดาผู้เขียนถึงแก่กรรมในปีพ.ศ. 2534 ผู้เขียนได้ไปนิมนต์ท่านมาเทศน์ในงานศพมารดา ท่านให้ความเมตตามาเทศน์ให้ด้วยความเต็มใจยิ่ง และท่านจงใจเทศน์เกี่ยวกับ “พระคุณบิดามารดา”แก่เจ้าภาพและผู้มาร่วมงานอย่างละเอียดลึกซึ้งทีเดียว

 

     เนื่องจากหลวงพ่อท่านอ่านมาก ฟังมาก รวมทั้งมีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ท่านจึงมีเรื่องมาสอนและบอกเล่าแก่คนอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ผ่านรายการ “ข้อคิดประจำวัน”ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงทหารอากาศตอนเช้า หรือจากการเป็นวิทยากรบรรยายในที่ต่าง ๆ ข้อคิดของหลวงพ่อมักใช้สำนวนโวหารที่กระชับ ชัดเจน และไพเราะ อาทิเช่น

• การพัฒนาที่ถูกทาง คือการเสริมสร้างคนดี
• ชีวิตที่ยุ่งยาก เพราะมีความอยากมากเกินไป
• สังคมจะเป็นธรรม เพราะไม่เหยียบย่ำคนอื่น
• ไม่หลงของเก่า ไม่เมาของใหม่ เป็นหัวใจการพัฒนา
• ถ้าทำงานเห็นแก่หน้า จะพบปัญหาเรื่อยไป
• การทำความดีมีได้ทุกโอกาส ความประมาททำให้พลาดจากความดี
• จงทำตามความถูกต้อง อย่าทำเพราะความถูกใจ
• อย่าคบคนชั่วเป็นมิตร อย่าทำบัณฑิตให้เป็นศัตรู
• ควายโง่ยังใช้งานได้ คนโง่ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย
• ไม่มีอะไรยาก สำหรับคนที่มีความเพียร
   ไม่มีอะไรง่าย สำหรับคนที่เกียจคร้าน
                    ฯลฯ

 

     หลวงพ่อของผู้เขียน หรือหลวงปู่ของลูกหลานคนอื่น ๆ จึงนับเป็น “ปูชนียบุคคล”ที่สาธุชนทั้งหลายพึงรำลึกถึง และใช้เป็น “ต้นแบบ”คนดีของสังคมได้เป็นอย่างดีที่สุดท่านหนึ่งทีเดียว

 

พฤกษกผกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s