From “The Social Network” to “Facebook” III

จากการสังเกต พบว่า การใช้งาน Facebook มักใช้งานไปในทางส่วนตัว คือการสื่อสารกับเพื่อนฝูง ญาติสนิท มิตรสหาย รวมทั้งบุคคลอื่น ๆ ที่เจ้าตัวคาดว่าน่าจะเป็นมิตร พูดคุยกันได้ อาจจะเขียนข้อความใด ๆ ทั้งที่เป็นสาระ ความในใจ หรือการหยอกล้อกัน บางคนไปเที่ยวยังที่ต่าง ๆ มีรูปถ่ายเป็นหลักฐาน หรือบ้างถ่ายเป็นวิดีโอบ้าง (บางทีเป็นวิดีโอสั้น ๆ ที่เราจะเรียกว่า “คลิป”) เป็นต้น และด้วยอาราม “คนใจดี” พวกเขาก็จะนำขึ้นแสดงบน Facebook อย่างทันทีทันใด ทำให้รู้ว่า “ฉันไปมาแล้วนะจ๊ะ” และเพื่อนฝูงญาติมิตรคนใดจะวิพากษ์วิจารณ์ประการใด ก็กระทำได้ตามความสมัครใจ ก็เป็นการ “แชร์” ความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว

บางคน (โดยเฉพาะผู้เขียน แก่แล้ว อาจไม่มีอะไรใหม่ ๆ) ก็อาจจะขุดความรู้ ประสบการณ์ หรือ “อะไรเก่า ๆ” เอามาเล่าใหม่ ให้คนได้รับรู้ ใครที่ชอบดู ชอบฟัง ก็ดูได้ ฟังได้ ตามอัธยาศัย ไม่ว่ากัน หรือบางคนไม่ชอบอะไรเก่า ๆ ก็ผ่านเลยไป ก็ไม่มีการบังคับกันนี่นา

ภาพยนตร์ "The Social Network"

พอได้ดูภาพยนตร์เรื่อง “The Social Network” ไปแล้ว ก็หวนมาศึกษาว่า คุณมาร์คนี่เป็นใคร (หมายถึง Mark Zuckerberg ผู้คิดริเริ่ม Facebook) เขาทำอะไรบ้าง มีเรื่องราวเหมือนกับในภาพยนตร์หรือเปล่า (ทราบว่าได้รางวัล Golden Globe Awards ไปแล้ว หลายรางวัล อีกไม่นานก็จะเข้าชิง Oscars) จึงอยากรู้ว่า จริง ๆ แล้ว คนสำคัญ ๆ หน่วยงานสำคัญ ๆ เขาเอา Facebook ไปทำอะไรบ้าง  ในตอน 2 ได้เล่าให้ฟังแล้วว่า คุณมาร์ค กับท่านประธานาธิบดีโอบามา เขาใช้ Facebook ทำอะไร ในตอน 3 ก็เลยสำรวจเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ว่า ในองค์กรใหญ่ ๆ เขาเอา Facebook มาทำอะไรบ้าง

ลองเช็คไปที่ Facebook ของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หรือทำเนียบขาว อาจเข้าผ่านเว็บไซต์ทำเนียบขาวที่ http://www.whitehouse.gov    หรือเข้าตรงที่ http://www.facebook.com/WhiteHouse   (คือเราจะทำอะไร ก็ต้องทำที่มันใหญ่ ๆ ระดับโลกไปเลยนะ!) ก็จะพบว่า หน้า Facebook ของทำเนียบขาว เขาจะมีข้อมูลหลายอย่าง คือ มีข้อมูลเกี่ยวกับ Wall (กระดานข้อความ ข้อมูลประกอบด้วย The White House + Others; Just the White House; Just Others); Info [ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง (1600 ถนนเพนซิลเวเนีย อเวนิว วอชิงตันดีซี 20500) และเว็บไซต์ประเภทต่าง ๆ ของทำเนียบขาว มีทั้ง เว็บไซต์ปกติ flickr, twitter, myspace, YouTube และ Facebook] (จะเห็นได้ว่า ทำเนียบขาวเขามีเครื่องมือสื่อสารประเภท Open Source มากมาย ซึ่งเดาว่าเขาคงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่หลาย ๆ คน รับผิดชอบเว็บเหล่านั้น เพื่อจะได้เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลได้อย่างทันท่วงที); Welcome [เป็นข้อมูลเริ่มต้นของทำเนียบขาว โดยจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ Photo of the Day, Recent Blog Post (Blog ที่โพสต์ไว้ สามารถดูย้อนหลังได้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009), Upcoming Online Events (อีเวนต์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น) และ Featured Wall Comments (คำวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลสหรัฐฯ]; Video (คลิปวิดีโอสั้น ๆ เกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ของทำเนียบขาว); Photos (รูปภาพของประธานาธิบดีโอบามา และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทำเนียบขาว) และ Notes (หัวข้อข่าวหรือประเด็นข่าวสั้น ๆ ของทำเนียบขาว ซึ่งยกขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป ทั้งชาวอเมริกัน หรือคนทั่วโลกได้วิพากษ์วิจารณ์ให้ความคิดเห็น ซึ่งน่าสนใจทีเดียว คือ ใครจะด่าก็ได้ จะชมก็ได้ ไม่ว่ากัน เพื่อองค์กรจะได้ทราบว่าชาวบ้านชาวเมือง หรือคนทั่วโลกเขาคิดอย่างไรกับประเด็นนั้น ๆ)  และในปัจจุบัน (30 มกราคม 2554) มีคนลงทะเบียนเป็นเพื่อนกับ Facebook ของทำเนียบขาวรวม 891,533 คน ซึ่งถือว่าไม่เลวทีเดียว

White House

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา เจรจากับ นายกรัฐมนตรีของอิรัค (Nouri al-Maliki) ณ กรุงแบกแดด วันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 2009 (ภาพทางการของทำเนียบขาว ถ่ายภาพโดย Pete Souza)

 

 

 

 

 

 

Facebook ของรัฐบาลไทย คือ http://www.facebook.com/ThaiKhuFah  มีสมาชิกรวม 11,123 คน (สถิติวันที่ 30 มกราคม 2554) มีหน้าเริ่มต้นที่ Thai Khu Fah นำเสนอรูปทำเนียบรัฐบาลไทยหรือ “ไทยคู่ฟ้า” มีลิงก์ให้กด ติดตามข้อมูลจาก F (Facebook) “Like เพื่อติดตามข่าวสารของรัฐบาล”  และปุ่มถัดไป เป็น twitter ซึ่งพบว่ามีข้อมูลมากมายทีเดียว

ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ของประเทศไทย

ข้อมูล Wall (กระดานข้อความ เป็นข้อมูลสั้น ๆ ที่จัดทำโดยทำเนียบรัฐบาลไทย และบางข่าวอาจมีมีลิงก์ด้วย ที่สำคัญคือทุกข่าวเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ เช่นเดียวกับของทำเนียบขาว); Info (ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง และเว็บไซต์ต่าง ๆ ของทำเนียบรัฐบาล รวมทั้ง Facebook แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลไทยมีการใช้ตัว Open Source ค่อนข้างน้อย คือมีเพียง Facebook กับ twitter เท่านั้น อาจมีการใช้ตัวอื่น ๆ เพิ่มขึ้นก็ได้ หากมีคนทำ); Photos (อัลบั้มรูปภาพ ดีแล้ว และอาจมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีข้อดีคือในแต่ละรูปมีคำบรรยายไว้ด้วย ทำให้ทราบว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ซึ่งพบว่า Facebook ของชาวบ้านทั่วไป มักนิยมโชว์รูปของตนเองและพรรคพวก แต่ไม่ค่อยบอกว่าไปถ่ายที่ไหน เมื่อไหร่ เนื่องในโอกาสไหน ดู ๆ แล้วก็จะรู้เพียงว่า รูปดีไม่ดี สวยไม่สวย แต่ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวเจ้าของ Facebook ยังไง; Notes (ประเด็นข่าวและรายละเอียดสั้น ๆ สองสามบรรทัด ก็ OK) ส่วน Video ยังไม่มีข้อมูลใด ๆ ในขณะนี้  โดยสรุปของรัฐบาลไทยก็คือ ใช้ได้ แต่ควรเพิ่มข้อมูลให้มากขึ้น ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ (จะได้แข่งกับทำเนียบขาวเขาไง?)

วิวสวย ๆ ของ Harvard University

ลองดูมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของโลก คือมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด [Harvard University – สถาบันการศึกษาของคุณมาร์คเขา (Mark Zuckerberg)] พบว่า Facebook ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (http://www.facebook.com/Harvard)  มีคนถูกใจหรือเป็นสมาชิกถึง 220,414 คน (สถิติวันที่ 30 มกราคม 2554) ข้อมูลจะตั้งไว้ที่หน้า Welcome! (จะประกอบด้วยข้อมูล แนะนำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมี Quick Links อีกหลายส่วนคือ เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย; ข่าวประจำวันของมหาวิทยาลัย ซึ่งลิงก์ไปยังหนังสือพิมพ์ข่าวประจำวันที่เรียกว่า Harvard Gazette; Admissions & Financial Aid (การลงทะเบียน ค่าใช้จ่าย และทุนสนับสนุนการศึกษา); Alumni Affairs and Development (ข่าวคราวและภารกิจของศิษย์เก่า); The Harvard Guide (เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับบุคคล สถานที่ ประวัติของมหาวิทยาลัย นักศึกษา คณาจารย์ คณะ/สถาบัน รวมทั้งรูปภาพภูมิทัศน์ต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย) นอกจากนั้นยังมีการลิงก์ไปยังโปรแกรมอื่น ๆ ได้แก่ YouTube, iTune U (เว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลคำบรรยายในชั้นเรียน บทเรียนภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ และสื่อการเรียนต่าง ๆ ซึ่งนักศึกษาสามารถดึงข้อมูลไปใช้ได้โดยใช้ iPhone หรือ iPod), twitter และ Foursquare  

สำหรับข้อมูลปกติคือ Wall (กระดานข้อความ ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยจะเขียนข้อความสั้น ๆ สองสามบรรทัด ข้อความหรือข่าวสารบางชิ้นจะมีลิงก์ไปยังข่าวสารต้นฉบับ); Info (ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง เว็บไซต์ Facebook เว็บไซต์ข่าวประจำวัน และข้อมูลเกี่ยวกับการลงทะเบียนและแหล่งทุน); Photos (รูปภาพเกี่ยวกับบรรยากาศและกิจกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย มีคำอธิบายสั้น ๆ ประกอบ); RSS/Blog (บทความและบล็อกที่น่าสนใจที่ควรเผยแพร่) และลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น หากมองจากการใช้ Facebook ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแล้ว จะเห็นว่า Facebook ของมหาวิทยาลัย จะให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยค่อนข้างมาก ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และภาพเคลื่อนไหว ซึ่งช่วยเสริมให้การประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยมีความสมบูรณ์มากขึ้น

จึงได้ข้อคิดว่า หากเข้าใจวิธีการใช้ Facebook อย่างชัดเจนแล้ว เราจะสามารถนำเครื่องมือตัวนี้ไปใช้งานให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและองค์กรได้อย่างมหาศาล  ปัญหาจึงมีเพียงว่า เรามีความขยันในการจัดเตรียมข้อมูลอย่างถูกต้อง เหมาะสม และทันสมัย ทันเหตุการณ์ แล้วหรือยัง?

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s