ภาพยนตร์เพลง (Music Movies)

บางคนที่รู้จักผู้เขียนแบบผิวเผินจะมองว่าผู้เขียนเป็นคนเคร่งขรึม จริงจัง น่าเกรงขาม ซึ่งเป็นเพียงการวางมาดส่วนหนึ่งของชีวิต  แต่ความจริง ผู้เขียนเป็นคนสบาย ๆ อะไรก็ได้ ชอบดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง และชอบร้องเพลง (คาราโอเกะ) แต่ไม่ถึงขั้น 5 ย แบบสมัยก่อน (คือ ผมยาว สวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์ สะพายถุงย่าม และสวมรองเท้ายาง ซึ่งที่เขาเรียกว่า “ฮิปปี้” นั่นเอง)  ตรงกันข้าม ผู้เขียนชอบแต่งตัวเนี๊ยบ ชอบสวมเสื้อยืดแต่ต้องเก็บชายเสื้อในกางเกง ต้องสวมถุงเท้าและรองเท้าหนัง ไม่เคยลากแตะออกบ้านแม้สักครั้ง น่าจะเป็นคุณหลวงหรือท่านเจ้าคุณมาเกิดละมัง?

ด้วยที่ชอบเรื่องสบาย ๆ เวลาดูภาพยนตร์ก็จะชอบภาพยนตร์ที่ดูแล้วสนุกสนาน มีความสุข โดยเฉพาะภาพยนตร์เพลงจะชอบมาก เวลาไปเลือกซื้อวีซีดีหรือดีวีดี (ภาพยนตร์) จะเลือกภาพยนตร์เพลงก่อนภาพยนตร์แนวอื่น ๆ (แม้ว่าจะสามารถดูได้ทุกแนวก็ตาม) จริง ๆ แล้วหากเป็นไปได้ น่าจะไปชมภาพยนตร์ในโรงใหญ่ ซึ่งจะได้อรรถรสมากกว่า ภาพตระการตา ระบบแสงเสียงเซอร์ราวด์  แต่เนื่องจากภารกิจเยอะ การเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของภาพยนตร์ตามโรงภาพยนตร์ใหญ่ ๆ จึงน้อยลง จึงได้แต่ซื้อหาภาพยนตร์แผ่นซึ่งอาจเป็นวีซีดีหรือดีวีดีแทน ซึ่งที่ผ่าน ๆ มาก็ซื้อหารวบรวมไว้พอสมควรทีเดียว

West Side Story

    

To Sir With Love

    

Love Story

    

Raise Your Voice

    

Mr. Holland's Opus

ภาพยนตร์เพลงที่หามามีมากมายหลายเรื่อง อาทิ  “West Side Story” (1961), “To Sir With Love” (1967), “Love Story” (1970), “Sister Act” (1992), “Sister Act 2: Back to the Habit” (1993), “Raise Your Voice” (2004) และ  “Mr. Holland’s Opus” (1995)เป็นต้น  คำว่า “ภาพยนตร์เพลง” ที่ว่า เท่าที่ดูจะมีเพียง “West Side Story” ที่มีลักษณะเป็นภาพยนตร์ที่มีเพลงจำนวนมาก โดยไม่เน้นที่เนื้อหาสาระเท่าใด ส่วนเรื่องอื่น ๆ จะแทรกเพลงตามเวลา ตามโอกาส ที่สอดคล้องกับเรื่องราว บางเรื่อง เช่น “To Sir With Love” และ “Love Story” มีเพลงเด่นที่เป็นแก่นแท้ของเรื่องที่ทำให้คนทั่วบ้านทั่วเมืองรำลึกถึงภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ทันที อาทิเพลง “To Sir With Love” ที่ร้องโดย LuLu ทำให้รำลึกถึงคุณครูคนเก่งที่เป็นคุณครูผู้เสียสละ ที่แสดงโดย Sidney Poitier  และเพลง  “(Where Do I Begin?) Love Story” ร้องโดย Andy Williams ทำให้รำลึกถึงโศกนาฏกรรมแห่งความรักของชายหนุ่ม-หญิงสาวจากภาพยนตร์เรื่อง  “Love Story”  ซึ่งเมื่อใดที่ได้รับฟัง จะเกิดความเศร้าสะเทือนใจไปกับพระเอก นางเอก อย่างสุดซึ้ง และทุกคนก็จะจำได้ถึงพระเอก-นางเอก สุดฮิตในตอนนั้น (ปี ค.ศ. 1970 หรือ พ.ศ. 2513) คือ Ryan O’Neal แสดงเป็น Oliver Barrett และ Ali MacGraw แสดงเป็น Jennifer Cavalleri (Jenny)  เรื่องและเพลง “Love Story” นอกจากจะทำให้คนรำลึกถึงภาพยนตร์รักที่ไม่สมหวัง (นางเอกตายตอนจบ เพราะโรคลูคีเมีย) แล้ว  ยังทำให้วงการฮอลลีวู้ดมีประโยคเด็ดใช้ 1 ประโยคสำคัญ ที่ว่า “Love means never having to say you’re sorry”  ซึ่งผู้เขียนบทภาพยนตร์ต่อ ๆ มามักนิยมใช้อีกสำนวนหนึ่ง

Sister Act ภาค 1

       

Sister Act ภาค 2 นักเรียนหญิงคนนี้เป็นนักเรียนที่มีเสียงดีมาก แต่มารดาไม่ต้องการให้เป็นนักร้อง เธอจึงหนีจากบ้านไปประกวดร่วมกับเพื่อน ๆ

ภาพยนตร์เพลงที่ผู้เขียนดูบ่อย ๆ โดยไม่เบื่อคือ “Sister Act” และ “Sister Act 2: Back in the Habit” ที่แสดงโดย Whoopi Goldberg เพราะดูแล้วทำให้มีความสุขและเกิดกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต นอกจากเพลงเพราะ ๆ ที่ได้ชม ได้ฟังจนจุใจแล้ว ภาพยนตร์ทั้งสองภาคยังให้ข้อคิด ความเห็น ที่น่าสนใจอีกด้วย

“Sister Act” ภาค 1 เป็นการปูพื้นให้รู้จักกับนักร้องสาวผิวหมึกนามเดอโลรีส (นำแสดงโดยวูปี้ โกลด์เบิร์ก)  ซึ่งร้องเพลงในสถานคาซิโน “รีโน”  รัฐเนวาดา แต่เนื่องจากเธอได้พบเห็น “วินเซนต์” เจ้าพ่อมาเฟียกับพรรคพวก สังหารคนขับรถ โดยกล่าวหาว่าเป็นสายของตำรวจ กลุ่มมาเฟียจึงตามล่าเธอ เดอโลรีสหนีไปพึ่งตำรวจ นายตำรวจเซาเธอร์จึงพาเธอไปซ่อนตัวในโบสถ์แคธเธอรีน ซึ่งเป็นโบสถ์ของแม่ชีนิกายโรมันคาธอลิก ณ จุดนี้จึงทำให้เกิดแม่ชีผิวดำขึ้นมาคนหนึ่ง มีชื่อว่า “ซิสเตอร์ แมรี แคลเรนซ์” ซึ่งภาคภาษาไทยเรียกว่า แม่ชีฉีเฉาก๊วย  และเนื่องจากแม่ชีคนนี้ถนัดเรื่องการร้องเพลง เธอจึงนำมาใช้กับการดำรงชีวิตในโบสถ์ โดยการแนะนำให้แม่ชีคนอื่น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการร้องเพลงสวดในโบสถ์ จากการร้องที่น่าเบื่อหน่าย กลายเป็นการร้องที่พร้อมเพรียง สนุกสนาน มีชีวิตชีวา ทำให้ประชาชนสนใจเข้าโบสถ์กันอย่างล้นหลาม

แม่ชีปลอม (เดอโลรีส) กำลังกำกับการร้องเพลงของแม่ชี (Sister Act ภาค 1)

“Sister Act” ภาค 1 มีเพลงเพราะ ๆ มากมาย อาทิ “The Lounge Medley”, “(Love Is Like a) Heat Wave”, “My Guy”, “I Will Follow Him”, “Hail Holly Queen”, “My Guy (My God)”, “Shout”, “If My Sister’s in Troble” เป็นต้น ในช่วงแรก ๆ ที่เดอโลรีสร้องในคลับ จะเป็นเพลงสนุก ๆ สำหรับชาวบ้าน พอเข้ามาอยู่ในโบสถ์นางชีหรือคอนแวน ลักษณะของเพลงจึงกลับกลายเป็นเพลงสวดไป แต่ในฐานะที่เดอโลรีสเป็นนักร้องจากแหล่งบันเทิง จึงมองเห็นว่าการร้องเพลงในโบสถ์ของเหล่าแม่ชีต่าง ๆ นั้น ต่างคนต่างร้อง ไม่มีความพร้อมเพรียงกัน เธอจึงอบรมเรื่องการร้องเพลงให้ใหม่ ทำให้ทุกคนร้องเพลงได้ด้วยความมั่นใจ ประสานเสียง และพร้อมเพรียงกัน โดยไม่ลืมแทรกความกระตือรือร้น อารมณ์ และความสนุกสนานลงไปในเพลง ซึ่งทำให้การนำเสนอเพลงสวดไม่น่าเบื่ออีกต่อไป 

สำหรับ “Sister Act 2: Back in the Habit” กลุ่มแม่ชีเจ้าเก่า ได้เชื้อเชิญให้เดอโลรีส ซึ่งกลายเป็นนักร้องในลาสเวกัส  ไปเป็นครูสอนดนตรีให้กับเด็กในโรงเรียนมัธยม “เซนต์ ฟรานซิส” ซึ่งเป็นโรงเรียนในเครือเดียวกับโบสถ์แม่ชี เดอโลรีสจำต้องแต่งชุดนางชีเหมือนภาคแรกอีกครั้ง ในภาคนี้ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับเจ้าพ่อมาเฟีย แต่เกี่ยวข้องกับวิธีจัดการศึกษาด้านดนตรีโดยเฉพาะ ในภาคนี้จะเห็นว่าเดอโลรีสพยายามจะสร้างความเข้าใจแก่เด็กนักเรียนทั้งหลายว่า “เพลง” และ “ดนตรี” มิใช่มีเฉพาะ “เพลงแร็ป” แต่เพียงอย่างเดียว แต่วงการเพลงและดนตรีมีเพลงและดนตรีมากมายหลายประเภท ซึ่งผู้เรียนจำต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้ครบถ้วน และในเรื่องการร้องเพลง ผู้ร้องควรทราบโทนเสียงของตนว่าเป็นโทนเสียงประเภทใด ธรรมชาติสร้างให้มนุษย์มีโทนเสียงที่แตกต่างกัน บางคนมีเสียงต่ำ บางคนมีเสียงระดับปานกลาง และบางคนมีเสียงสูงแหลม นอกจากนั้น คุณภาพของเสียงระหว่างชายและหญิงก็มีการแบ่งที่แตกต่างกัน คือ ชายที่มีระดับเสียงสูง เรียกว่า Tenor ระดับกลาง เรียกว่า Baritone และระดับต่ำ เรียกว่า Bass ส่วนผู้หญิงที่มีระดับเสียงสูง จะเรียกว่า Soprano ระดับเสียงกลาง เรียกว่า Mezzo Soprano และระดับเสียงต่ำ เรียกว่า Contralto เมื่อแยกแยะคนออกตามโทนเสียง ก็จะสามารถฝึกให้คนนั้น ๆ สามารถร้องเพลงได้ตามความสามารถ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการร้องเพลงประเภทเพลงประสานเสียงได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น เดอโลรีสยังสอนเกี่ยวกับวิธีการร้องเพลงที่ถูกต้อง เช่น ควรร้องเพลงอย่างเต็มเสียง ร้องออกมาจากปอด ใช้พลังเสียงอย่างเต็มที่ ควรฝึกหัดร้องจนจำเนื้อเพลงได้จนขึ้นใจ เป็นต้น ซึ่งในกรณีนี้ก็เป็นเสมือนกับการสอนวิชาขับร้องนั่นเอง

ในภาค 2 ผู้เขียนประทับใจช่วงท้ายที่เดอโลรีส สนับสนุนให้นักเรียนตั้งวงไควร์ (วงประสานเสียง) และไปแข่งขันกับโรงเรียนอื่น ๆ จนสามารถเอาชนะได้อย่างสมภาคภูมิ ประเด็นที่สามารถเอาชนะโรงเรียนอื่นก็คือ “ต้องร้องและแสดงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องลอกเลียนใคร” ซึ่งเข้าเป้านักเรียนของเธอ ที่ส่วนใหญ่ชอบ “เพลงแร็ป” แต่เมื่อนำเพลงแร็ปมาผสมผสานกับเพลงสไตล์ดั้งเดิม (เพลงสวดดั้งเดิม) จึงทำให้เกิด “นวัตกรรมใหม่” และนั่นจึงทำให้ได้รับรางวัลชนะเลิศ

นักเรียนชายที่ร้องนำเพลง Oh Happy Day

ในภาคนี้มีเพลงเพราะ ๆ หลายเพลง อาทิ “Oh Happy Day”, “His Eye Is on the Sparrow”, “A Deeper Love”, “Wandering Eyes”, “Joyful, Joyful” ฯลฯ

แม้ว่าภาพยนตร์ “Sister Act” และ “Sistert Act 2” จะไม่ได้รับรางวัลทรงเกียรติใด ๆ แต่หากมองในเชิงคุณค่าทางด้านศิลปะและการดนตรีแล้ว น่าจะกล่าวได้ว่า ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้มีคุณค่าต่อการเรียน การสอน และการซาบซึ้งในคุณค่าของดนตรีได้เป็นอย่างดี ดังคำกลอนของท่านสุนทรภู่ที่ว่า อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์ นั่นแหละ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s