ประเพณีปอยส่างลอง วัดร้อยจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่

ผู้เขียนมีเพื่อนฝูงสนิทในที่ทำงานอยู่หลายคนด้วยกัน มีคนหนึ่งมีบุตรชายสองคน คนโตอายุ 10 ปี ส่วนคนเล็กอายุ 7  ปี  การเลี้ยงดูบุตรชายหาได้สะดวกสบายเท่าใดนัก เพราะเด็กชายส่วนใหญ่มักจะเล่นซุกซน และไม่ใคร่จะมีระเบียบวินัยดังใจของพ่อ-แม่สักเท่าไหร่ โชคดีที่ผู้เขียนกับเพื่อนได้รู้จักท่านดนัย (พระดนัย นนฺทธมฺมิโก) เจ้าอาวาสวัดร้อยจันทร์ ต. หนองควาย อ. หางดง จ. เชียงใหม่ เนื่องจากได้นิมนต์ท่านไปเป็นองค์บรรยายธรรมะที่สำนักงานถึงสองครั้งสองครา ท่านมีโครงการ “บรรพชาบวชลูกแก้วล้านนา” ณ วัดร้อยจันทร์ ในวันที่ 1 – 2 เมษายน 2559 โดยบอกว่าหากมีบุตรหลานที่ประสงค์จะบวชเป็นสามเณรก็สามารถไปสมัครได้ แต่ต้องเร่งด่วนเพราะท่านจะรับเพียง 60 รูปเท่านั้น

temple1

เพื่อนคนที่ว่าเขาก็ฉุกใจคิด แล้วก็ตัดสินใจได้ว่า หากบุตรชายคนโตได้มีโอกาสบวชเป็นสามเณรตามโครงการดังกล่าว ก็จะเป็นสิ่งที่ดียิ่ง เด็กจะได้รู้จักคิด รู้จักความเป็นระเบียบ มีวินัย และได้รับการศึกษาทางด้านพุทธธรรม แม้จะมีเวลาเพียง 2 – 3 สัปดาห์  แต่ก็เป็นการปูพื้นฐานที่ดีให้แก่ชีวิต

งานบวชลูกแก้วล้านนาที่ท่านดนัยเป็นผู้ริเริ่มคราวนี้ ก็คือ “ประเพณีปอยส่างลอง” ที่ทำการบรรพชาสามเณรของพระพุทธศาสนา ซึ่งหลายท่านบอกว่าพบเห็นมากที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมือง อำเภอขุนยวม และอำเภอปาย และผู้ที่เข้าร่วมประเพณีนี้ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากไทใหญ่ แต่บางตำราก็ระบุว่าประเพณีดังกล่าวมีมาแต่ดั้งเดิมในดินแดนล้านนา ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง และบริเวณใกล้เคียง อย่างไรก็ดี ท่านดนัยเน้นที่จะฟื้นฟูการบวชลูกแก้วให้เป็นที่รู้จักของคนเชียงใหม่มากยิ่งขึ้น

สำหรับการบอกเล่าคราวนี้ ผู้เขียนได้เขียนขึ้นตามประสบการณ์และหลักฐานที่พบเห็นเนื่องในโอกาสที่ได้เข้าร่วมประเพณีนี้ในปี พ.ศ. 2559  ดังนั้น ข้อมูลที่กล่าวถึงอาจไม่ครบถ้วนหรืออาจมีการปรับเปลี่ยนไปจากประเพณีดั้งเดิมไปบ้างก็เป็นได้

children

เด็ก ๆ ที่สมัครใจถือบวชเป็นสามเณร เข้าแถวเพื่อนับจำนวน

ในการบวชลูกแก้ว ณ วัดร้อยจันทร์ เขามีการดำเนินการ 2 วัน คือ

วันที่ 1 วันศุกร์ที่ 1 เมษายน 2559 เวลา 16.00 น. เป็นพิธีปลงผมและกตัญญูรำลึกแบบล้านนา

วันที่ 2 วันเสาร์ที่ 2 เมษายน 2559 กิจกรรมประกอบด้วย 3 ช่วงเวลา คือ

– เวลา 15.00 น. การแต่งหน้าแต่งตัวลูกแก้วเป็นกษัตริย์ พร้อมม้า 46 ตัว

– เวลา 15.40 น. เคลื่อนขบวนม้าลูกแก้วจากวัดบ้านฟ่อน (แถวสะเมิง) สู่วัดร้อยจันทร์

– เวลา 20.00 น. บรรพชาสามเณรทั้งหมด 46 รูป พร้อมรอใส่บาตรสามเณรใหม่

(ตามประเพณีดั้งเดิม เขานิยมจัดงานกัน 3 วัน หรือมากกว่านั้น แต่ท่านดนัยท่านจัดงานอย่างกระชับ จึงจัดเพียง 2 วัน โดยกิจกรรมหรือเนื้อหาหลัก ๆ ยังคงอยู่เช่นเดิม)

a001

a002

สามเณรและพระของวัดจะเป็นผู้เริ่มต้นพิธีโดยการตีฆ้องและกลอง ต่อจากนั้นท่านเจ้าอาวาส (พระดนัย นนฺทธมฺมิโก) ก็จะเป็นผู้ตีกลองเป็นท่านสุดท้าย เปรียบเสมือนแจ้งให้ศรัทธาญาติโยมทราบว่าขณะนี้ทางวัดจะมีงานสำคัญ

 

พิธีการในวันแรก (วันที่ 1 เมษายน 2559) เป็นประเพณีการปลงผมเด็กที่จะบวชเป็นสามเณร (ที่เรียกว่า “ลูกแก้ว” หรือ “ส่างลอง” ส่าง หมายถึง สามเณร, ลอง มาจากคำว่า “อลอง” หมายถึง หน่อกษัตริย์ หรือราชบุตร) โดยก่อนการปลงผม ทางวัดให้มีพิธีการเคารพมารดาบิดาโดยการกราบเท้าและล้างเท้าแม่และพ่อด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อย เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณของท่านทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ตระหนักว่าการบวชเป็นสามเณรนั้นเป็นการบวชเพื่อบูชาพระคุณแม่ (ในขณะที่การบวชเป็นพระเป็นการบวชเพื่อบูชาพระคุณพ่อ) หลังจากนั้นจึงเป็นการปลงผม

a005

a004

กราบเท้ามารดาผู้ให้กำเนิด ก่อนที่จะปลงผมบวชเป็นสามเณร 

การปลงผมลูกแก้ว ผู้ปลงผมเป็นคนแรกคือบิดา จากนั้นเป็นมารดา ญาติพี่น้อง ซึ่งจะนำเส้นผมวางลงในใบบัวที่ลูกแก้วถือไว้ และจบลงด้วยพระหรือผู้ที่ชำนาญในการปลงผม เมื่อปลงผมเรียบร้อยแล้ว บิดาหรือญาติผู้ใหญ่ชายจะเป็นผู้นำลูกแก้วขี่คอและแห่รอบวิหารจำนวน 3 รอบ เป็นอันจบพิธีในวันแรก

a006

บิดา มารดา ญาติ และพระสงฆ์ เป็นผู้ปลงผมให้แก่ลูกแก้ว

a007    a008-2

 

 

a008-4     a008-5

เมื่อลูกแก้วทุกคนปลงผมเสร็จ บรรดาผู้ใหญ่ชายก็จะนำลูกแก้วขี่คอและแห่รอบโบสถ์หรือวิหาร รวม 3 รอบ

วันที่ 2 (วันที่ 2 เมษายน 2559) วันนี้ท่านดนัยให้ลูกแก้วได้ขี่ม้า โดยเตรียมม้าไว้ที่วัดบ้านฟ่อน (วัดวุฑฒิราษฎร์) ซึ่งอยู่บนถนนหมายเลข 1269 หางดง-สะเมิง ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ให้ลูกแก้วจับฉลากม้าว่าจะได้ขี่ม้าหมายเลขใด ความจริงท่านตั้งใจจะบวชสามเณร จำนวน 60 รูป แต่เมื่อถึงเวลาจริงมีผู้มาสมัครจริงจำนวน 46 ราย ดังนั้นจึงมีการเช่าม้าจำนวน 46 ตัว เท่านั้น ทราบว่าม้า 1 ตัว มีค่าเช่าตัวละ 6,000 บาท ถ้า 46 ตัว ก็จะมีค่าใช้จ่ายค่าม้าถึง 276,000 บาท ก็นับว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มากพอสมควร อย่างไรก็ดี ค่าเช่าที่ว่ามิได้หมายถึงการที่ลูกแก้วได้ขี่ม้าเท่านั้น แต่เจ้าของม้าเขาเหมารวมสิ่งอื่น ๆ คือ รวมค่าชุดกษัตริย์ (หรือชุดเทวดา) รวมค่าแต่งหน้า แต่งตัวทั้งหมดไว้ด้วย ซึ่งทราบว่าทางท่านดนัยได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ สำหรับค่าใช้จ่ายในการบวชสาณเณรรายละ 1,500 บาท ที่ท่านบอกไว้นั้น น่าจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสิ่งของเครื่องใช้เฉพาะของสามเณรแต่ละรูป เช่น ค่าสบง จีวร บาตร มุ้ง ฯลฯ ซึ่งคงไม่ได้คิดรวมค่าเช่าม้าแต่อย่างใด ดังนั้น การใช้ม้าในประเพณีปอยส่างลองในคราวนี้จึงนับเป็นการดำเนินการที่ค่อนข้างพิเศษอย่างแท้จริง

 

a009-1

ในวันที่ 2 เจ้าของม้ามีการเตรียมม้าให้พร้อม ณ บริเวณวัดบ้านฟ่อน เชียงใหม่ รวมทั้งให้ลูกแก้วจับฉลากม้า เพื่อเจ้าของม้าจะได้เป็นพี่เลี้ยงในการช่วยแต่งหน้า ทาปาก และแต่งตัวแบบกษัตริย์หรือแบบเทวดา

 

หลังการจับฉลากแล้ว เจ้าของม้าก็จะทราบว่าตนจะต้องรับผิดชอบลูกแก้วคนใด สิ่งที่เจ้าของม้าต้องดำเนินการกับลูกแก้วก็คือ การแต่งตัวลูกแก้วในชุดกษัตริย์หรือชุดเทวดา การแต่งหน้า ทาปาก เขียนคิ้ว ให้สวยงาม มีสีสันสดใส รวมทั้งสวมใส่เครื่องประดับต่าง ๆ ให้ดูเริดหรูอลังการ (แต่ไม่นิยมใช้ของจริง เพราะอาจตกหล่นและสูญหายได้) หลังจากนั้นลูกแก้วทุกคนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เข้าไปในวิหารวัดบ้านฟ่อนครู่หนึ่ง ประมาณ 20 นาที จากนั้นให้ลูกแก้วขึ้นม้าตามหมายเลขของตน ออกเดินทางไปยังวัดร้อยจันทร์ต่อไป

a009-3 n004

n001 n005

n002

n003

เจ้าของม้าจะเป็นผู้แต่งหน้า ทาปาก วาดคิ้ว แต่งตัว และสวมเครื่องประดับให้กับลูกแก้ว หรือส่างลอง อย่างสวยงาม มีสีสันสดใส บางรายอาจสวมแว่นตาดำด้วย (โดยมีความหมายว่า ลูกแก้วยังเป็นผู้ที่อยู่ในความมืด ยังไม่มีความรู้แจ้งในเรื่องของชีวิต ยังมีกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง รวมทั้งยังไม่ทราบเกี่ยวกับธรรมะขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย) 

n006

 

n007

บรรดาลูกแก้วที่แต่งองค์ทรงเครื่องเรียบร้อยแล้ว

n008

n009

ลูกแก้วขึ้นม้าตามหมายเลขที่จับฉลากไว้

 

ในการจัดขบวนแห่ลูกแก้ว เขามีการกำหนดหน้าที่อย่างชัดเจน คือ ผู้เป็นบิดาถือบาตร มารดาถือจีวร ญาติถือสัปทน (ร่มใหญ่) ผู้ถือขันข้าวตอกดอกไม้จะมีหน้าที่โปรยข้าวตอก-ดอกไม้ไปตลอดทาง การออกเดินทางจากวัดบ้านฟ่อนประมาณหกโมงเย็น มาถึงวัดร้อยจันทร์เกือบสองทุ่ม แล้วให้ผู้เป็นบิดาหรือญาติผู้ใหญ่ชายนำลูกแก้วขึ้นหลังนำขึ้นสู่วิหารวัดร้อยจันทร์เพื่อเตรียมการบวชต่อไป ก่อนบวชท่านให้บิดาเป็นผู้ถวายบาตร และให้มารดาเป็นผู้ถวายจีวร หลังจากนั้นให้บิดา มารดา และญาติทุกคนรออยู่นอกวิหาร พระสงฆ์จะทำพิธีฮ้องขวัญลูกแก้ว บรรพชา และให้คำสอนแก่ลูกแก้ว ท่านจะเป็นผู้เปลี่ยนชุดเทวดาเป็นชุดกาสาวพัสตร์ (ผ้าเหลือง) เป็นสามเณรโดยสมบูรณ์

n009-2

บรรดาญาติมิตร ต้องตกลงกันว่าใครจะต้องรับผิดชอบถืออะไรในขบวนแห่ ตามหลักเขาให้บิดาอุ้มบาตร มารดาถือจีวร ญาติผู้ใหญ่ชายถือสัปทน ญาติมิตรสตรีถือขันน้ำขมิ้นส้มป่อย และข้าวตอกดอกไม้ (ซึ่งจะต้องโปรยไปตลอดทาง)

n009-3

n009-4

n009-5

ลูกแก้วจะนั่งเป็นสง่าบนหลังม้า

 

n009-7

ลูกแก้วที่ผ่านการบวชแล้ว ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ เพื่อเตรียมบิณฑบาตครั้งแรกของชีวิต [คำว่า “บิณฑบาต” เป็นคำกิริยาที่พระภิกษุและสามเณรรับของที่เขานำมาใส่บาตร (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525, หน้า 478)]

ภารกิจสุดท้ายของสามเณรใหม่ก็คือ การบิณฑบาตครั้งแรก ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 23.00 น. ของวันที่ 2 เมษายน 2559

n100

ภารกิจแรกของสามเณรใหม่ คือการบิณฑบาต ศรัทธาญาติโยม ที่มาตักบาตรบางคนเตรียมตักบาตรด้วยเงิน ส่วนใหญ่ใช้เป็นเงินเหรียญ 1 บาท 5 บาท 10 บาท บางคนก็ใช้เป็นธนบัตรใบละ 20 บาทบ้าง 50 บาทบ้าง 100 บาทบ้าง ตามจิตศรัทธา บางคนก็เตรียมถวายเป็นขนม นม น้ำผลไม้ ฯลฯ เป็นการสร้างความประทับใจให้แก่ทั้งสามเณรใหม่ และศรัทธาประชาชนที่มาร่วมงานอย่างทั่วหน้า

 

หลังจากนี้ไป สามเณรทุกรูปจะอยู่ในความดูแลของเจ้าอาวาสและวัดโดยสิ้นเชิง ซึ่งบรรดาผู้ปกครองและครอบครัวคงคาดหวังกันอยู่ลึก ๆ ว่า ภายหลังจากการบวชคราวนี้ บุตรหลานของตนคงมีพฤติกรรมและความประพฤติที่เหมาะสมและพึงประสงค์  มีระเบียบวินัยในตนเอง มีความนอบน้อมถ่อมตน เชื่อฟังบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่  และเป็นบุตรหลานที่ดีของครอบครัวต่อไป

As it is one of the colorful festival in northern Thailand, I found one brief article in English that is very useful for foreigners entitled “The Poy Sang Long Festival”.  The article is as follow:

The Poy Sang Long Festival

The Poy Sang Long is a three-day celebration of Buddhist novice ordination which usually takes place in late March or early April of every year in the Thailand’s most north-western province of Mae Hong Sorn.

 The festival is the custom and tradition of the Shans or Tai Yai an ethnic Thai tribe who migrated from northern Burma and then inhabited most of Mae Hong Sorn. The Tai Yais have a strong devotion to Buddhism, and to follow their age-old tradition the young boys between the age of 7 and 14 will be ordained as novices for a period to learn the Buddhist doctrinces and to gain merit for their parents. It is believed that the tradition is probably to follow in the footsteps of Prince Rahula, the first Buddhist novice who was the Buddha’s own son. The young prince gave up his worldly life to follow his father’s spiritual teachings.

The festival is rich in colour and display making it a most exciting event that draws residents of the entire province to take part. Prior to the arrival of the three-day festival, the boys have their heads shaved and are then bathed and anointed with special waters. They are dressed up in jewelled finery and their faces are expertly made up. These boys are known as the “Jewel Princes” or “Look Kaew” in Thai.

In the early morning of the first day, the celebration begins with a procession around the town. Accompanying the procession are flutes, lutes, fiddles, drums and cymbals. In the procession, each boy is accompanied by three attendants ; one to carry him, another to shelter him from the sun with a tall gold umbrella, and the third to guard the precious jewels. The Boys are led to visit relatives and friends and then join the communion lunch. After the feast, relatives and the elders tie white threads around the wrists of the boys to protect them from evil spirits. Thus ends the first day of the event.

On the second day, the same procession again takes place. This time, the procession includes offerings for the Buddha, other necessities for monks and a horse symbolising the vehicle of the spirit of the city pillar. In the evening, after having dinner, there is the rite of calling “spirit” or “Kwan” in Thai and a verbal recitation to prepare the boys for the actual ordination in the following day.

 The last day begins with the procession of the boys to the temple for ordination. At the temple, the boys ask permission to be ordained from the senior monks. Once accepted, the boys then take vows, change the princely attires to yellow robes and become full novices. The greatest event then ends here.

The Poy Sang Long Festival attracts a large number of Thai tourists and has now become popular among foreign tourists as well.

บรรณานุกรม

ประเพณีปอยส่างลอง.  (2559).  สืบค้นวันที่ 31 มีนาคม 2559, จาก https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=ประเพณีปอยส่างลอง&oldid=5754029

เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทรฺ์.  (2554, 28 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน).  บวชลูกแก้ว-ปอยส่างลอง ปรัศนีเณรขี่ม้า แต่งหน้า ใส่แว่นดำ ?.  มติชนสุดสัปดาห์, 32, 1628, หน้า 76.

ราชบัณฑิตยสถาน.  (2525).  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525.  กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.

The Poy Sang Long Festival.  (2016).  Retrieved April 2016, from  http://www.smartenglishkid.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=smartenglishkidcom&thispage=1&No=1239300

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s